แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทยรัฐ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทยรัฐ แสดงบทความทั้งหมด

ระยะสุดท้าย


ที่ประชุม พรรคประชาธิปัตย์ มีมติคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ ตามที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอเรียบร้อยโรงเรียน นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไปแล้ว ด้วยการผนึกกำลังของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ คุณบัญญัติ บรรทัดฐาน คุณชวน หลีกภัย หัก คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขแบ่งเขตการเลือกตั้งเป็นเขตเล็ก อ้างว่าเป็นจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์

งานนี้ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถูกมองว่าตีสองหน้า ในสายตาของพรรคร่วมรัฐบาล และการทำหน้าที่ผู้จัดการของคุณสุเทพ น่าจะลำบากมากขึ้น

ลำพัง ความสัมพันธ์ส่วนตัว ระหว่างคุณสุเทพกับแกนนำ พรรคร่วมคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลกับนายกฯอภิสิทธิ์กับพรรคประชาธิปัตย์

เปลี่ยนแปลงแน่นอน

รวมทั้งความรู้สึกระหว่างคุณอภิสิทธิ์กับคุณสุเทพ  ที่มีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น  อนาคตของรัฐนาวาจะเป็นอย่างไร ห้ามกะพริบตา  โอกาสจะยุบสภาหรือวิกฤติการเมืองเข้าสู่กับดักวงจรอุบาทว์

หนีไม่พ้น

ในขณะที่ ภาพพจน์ของพรรคประชาธิปัตย์มีแต่ทรงกับทรุด ในแง่ของวิสัยทัศน์การบริหารงาน ความขัดแย้ง และที่หนักที่สุดก็คือเรื่องของการทุจริตคอรัปชัน

โครงการไทยเข้มแข็ง ที่ระบาดไปเกือบทุกกระทรวง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการหนักที่สุด ในกรมอาชีวศึกษาแทบจะระบุความไม่ชอบมาพากลได้อย่างชัดเจน

ถามว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์ที่การันตีเรื่องของ ความซื่อสัตย์ สุจริตทำอะไรได้บ้าง ปล่อยให้การทุจริตคอรัปชัน โจ๋งครึ่มมากกว่าทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา

คนทุจริตยังลอยนวล

สำนักโพลระบุความเห็นของประชาชน อยากให้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จากสาเหตุการทุจริตคอรัปชันมากที่สุด

ความเชื่อมั่นของรัฐบาลลดฮวบฮาบ

จึงเป็นเหตุและเป็นผลว่า รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ คงจะเข้าสู่ ระยะสุดท้ายของการบริหารประเทศ วัดใจรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ ว่าจะยอมให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นหรือไม่ จะยอมให้มีการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภาหรือไม่

หรือตัดสินใจคว่ำกระดานก่อน

ในยามที่ประชาธิปัตย์เสียเปรียบ มีสองทางเลือก ยื่นผลประโยชน์ต่อรองเพื่อซื้อเวลายืดอายุรัฐบาล หรือจุดชนวนปล้นอำนาจประชาธิปไตยอีกกระทอก.

โดยหมัดเหล็ก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 29 มกราคม 2553, 05:00 น.

ได้เวลาอำลา

นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การเมืองไทย จะต้องเตรียมบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองอีกหน้า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต่อไปนี้ ไม่ได้อยู่ในแนวทางของ วิถีประชาธิปไตย แต่เป็นเส้นทางที่จะนำไปสู่วิกฤติของชาติครั้งรุนแรง

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองทุกย่างก้าวล้วนแต่เป็น เงื่อนไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทั้งสิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์

และวิสัยทัศน์ของนายกฯอภิสิทธิ์

ชะตากรรมของบ้านเมืองครั้งนี้ต้องบอกว่าอยู่ในมือของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จริงๆ ถ้ายังมีพฤติกรรมเป็นเด็กดื้อ และถูกอำนาจนอกระบบครอบงำต่อไปเรื่อยๆก็จะทำให้ประเทศถึงคราวล่มจม

ในที่สัมมนาพรรคประชาธิปัตย์ที่  จ.กระบี่  อาการของ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ส่งสัญญาณไปถึง นายกฯอภิสิทธิ์ และแกนนำคนสำคัญของพรรค

ถ้าไม่ยอมแก้รัฐธรรมนูญตามมติพรรคร่วมรัฐบาล ก็ควรจะยุบสภาเสียตั้งแต่วันนี้ ความนัยที่รองนายกฯสุเทพอยากให้คนในพรรคประชาธิปัตย์ได้รับรู้ก็คือ การเมืองวันข้างหน้า

หนีไม่พ้นวงจรอุบาทว์

หรือไม่อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์เองก็จะถึงจุดจบ กลายเป็นฝ่ายค้านถาวร สัญญาณเตือนที่ส่งมาจาก บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา  จาก  สมศักดิ์  เทพสุทิน จาก เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

มองอย่างผู้ชำนาญการ มองอย่างคนที่ผ่านโลกการเมืองมาอย่างโชกโชน บ้านเมืองกำลังจะลุกเป็นไฟ การเมืองกำลังจะถึงจุดวิกฤติแตกหัก เพราะฉะนั้น ถ้าความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลไปด้วยกันไม่ได้ ก็ถึงเวลาตัวใครตัวมัน

ความตั้งใจของพรรคร่วมรัฐบาลคือ ไม่อยากเห็นประชาธิปไตยต้องถูกยึดไปอีกครั้ง จึงได้เคลื่อนไหวเพื่อหาทางออกก่อน แต่ถ้านายกฯอภิสิทธิ์จะคิดแต่เพียงว่า เป็นการเสียเปรียบได้เปรียบทางการเมือง  ไม่ยอมยืดหยุ่น  และไม่ รักษาคำพูด

รัฐบาลน่าจะถึงทางตัน

ความแรงของ เสธ.แดงก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น คนที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกคือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เพราะกำลังจะถูกลากเข้าไปอยู่ในมรสุมวิกฤติ หนทางและความเป็นไปได้ของวิกฤติการเมืองไทยเวลานี้ก็คือ ใครจะชิงปิดเกมได้เร็วกว่ากัน เมื่อเริ่มต้นด้วยวิธีตาต่อตาฟันต่อฟันแล้วก็มักจะจบลงที่ความรุนแรงเสมอ สังคมไทยถึงเวลาโชกเลือดอีกกระทอก.


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 26 มกราคม 2553

สายตาชาวโลก


กรณีองค์การ ฮิวแมนไรต์วอตช์ ออกรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนประจำปี 2552 ในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก โดยระบุว่า รัฐบาลของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ละเมิดสิทธิมนุษยชนมากที่สุด ระบุรายละเอียดถึงเรื่องของการไร้มาตรฐานหรือสองมาตรฐานในการบริหารประเทศ จนทำให้เกิดความแตกแยกและขัดแย้งอย่างชัดเจน

งามหน้าดีพิลึก

ก่อนหน้านี้ คงจะจำกันได้มีรายงานองค์การที่เกี่ยวข้องกับ ประชาธิปไตย บริจาคทุนในการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ ไทยมาแล้ว

ถูกมองว่าอยู่ในระดับเดียวกับประเทศด้อยพัฒนา

และที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลทำได้แค่ 2 ประการก็คือ แก้หน้าและแก้ตัว แต่ไม่เคยปรับปรุงภาพพจน์ของประเทศ ปล่อยให้อึมครึมมาโดยตลอด

อ่านข่าว คุณกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆว่า ฮิวแมนไรต์สำรวจไว้ตั้งแต่ก่อนรัฐบาลชุดนี้ หรือกระทั่ง คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ออกมาแก้ตัวข้างๆคูๆว่า มีความคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง อ้างความเห็นรัฐบาลอเมริกาชื่นชอบรัฐบาลชุดนี้ เอา คนละเรื่องมาเป็นเรื่องเดียวกันหน้าตาเฉย

โดยเฉพาะการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมา คุณสาทิตย์อ้างว่าได้รับคำชมเชยว่าไม่มีความสูญเสีย แล้วคุณสาทิตย์ก็โยงว่ามีการบิดเบือนข้อมูลจากฝ่ายที่เป็นศัตรูกับรัฐบาลส่งข้อมูลไปให้กับฮิวแมนไรต์ก็คงจะหมายถึง พ.ต.ท.ทักษิณ และคนเสื้อแดงตามถนัด

ในทางสามัญสำนึก รายงานของฮิวแมนไรต์ เป็นรายงานประจำปี เมื่อสำรวจจากสถานการณ์ปีที่แล้วก็แปลว่าต้องเป็นพฤติกรรมของรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ จะไปโทษรัฐบาลอื่นๆก็คงเป็นไม่ได้

ไม่ควรจะมาตะแบง

นอกจากนี้ องค์การสากลอย่างฮิวแมนไรต์ คงไม่ทำอะไรสุ่มสี่สุมห้า เพราะมีการันตีได้รับความเชื่อถือจากเกือบทุกประเทศทั่วโลกมานาน ไม่ใช่หน่วยงานเฉพาะกิจ หรือล็อบบี้ยีสต์ที่ไหน ถ้าไม่มีความแน่นอนเที่ยงตรงก็คงอยู่ไม่ได้จนถึงวันนี้

อยากให้ไปอ่านรายงานภาคภาษาอังกฤษ ที่ต้องถือว่าแรงพอสมควร เราฟังภาษาไทยคำว่า ไร้สิทธิมนุษยชน หรือละเมิดสิทธิมนุษยชนมาจนชิน หรือคำว่า มาตรฐานไม่มีมาตรฐาน ไร้ มาตรฐาน สองมาตรฐานมาจนเป็นเรื่องธรรมดาซะแล้ว รวมทั้งการปฏิบัติต่อประชาชนอย่างไม่มีมาตรฐาน

เราอาจจะชิน แต่ต่างชาติถือเป็นเรื่องใหญ่

โดยมารยาททางสังคม บ้านเราจะดูด้อยพัฒนาขนาดไหน ก็คงไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะมาคอยซ้ำเติมว่าเราด้อยพัฒนาอย่างนั้นอย่างนี้ มีแต่การกระทำของเรากันเองนี่แหละ ที่ประจานตัวเองว่าเราด้อยพัฒนา จะ เสธ.แดง จะคนเสื้อแดงก็เป็นคนไทย ใช้อำนาจรัฐอำนาจของกฎหมายก็ควรจะอยู่ในขอบเขตที่พอดี


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 25 มกราคม 2553

ทางออกหวยออนไลน์



ที่ประชุม คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี คุณนราพัฒน์ แก้วทอง เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาเพื่อหาทางออกในการจำหน่ายหวยออนไลน์ โดยมี นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร่วมชี้แจงถึงแนวทางตามนโยบายของรัฐบาลไปเมื่อวันก่อน ผลสรุปคือ

ล้มหวยออนไลน์แน่นอน

ตามข้อเสนอที่นายกฯอธิบายในที่ประชุมก็คือ รัฐบาลจะพิจารณาหาทางออกด้วยความเป็นธรรมกับบริษัทเอกชน อาทิ อาจจะนำเครื่องจำหน่ายสลากอัตโนมัติที่สั่งซื้อเข้ามาแล้วไปใช้ในกิจการอื่นๆ เช่น ขายตั๋วโดยสาร ขายสลากออมสิน หรืออาจจะนำมาจำหน่ายสลาก 6 ตัว หรือพูดง่ายๆก็คือสลากกินแบ่งรัฐบาลในปัจจุบันนี่แหละ

เหตุผลที่นายกฯอภิสิทธิ์พยายามจะยกมาเป็นข้ออ้างในการเลิกหวยออนไลน์ก็คือ กิจการใดๆที่ผิดกฎหมายแพร่หลายแล้วทำให้กิจกรรมนั้นถูกต้องตามกฎหมาย อาจจะกระทบทัศนคติค่านิยมของคน เมื่อมีช่องทางการพนันถูกกฎหมายคนก็อาจไปลองเล่น แต่ถ้าผิดกฎหมายคนก็อาจจะคิดว่าไปเล่นดีหรือไม่เล่นดีหวยใต้ดินมีเงื่อนไขการเล่นที่ต่างกัน หวยบนดินคนเล่นเพิ่มขึ้นก็เป็น คนที่ไม่เคยเล่น

ฟังดูทะแม่งชอบกล

หมายความว่า หวยใต้ดินมีขาประจำเล่นอยู่แล้วไม่เป็นไร หยวนๆ แต่หวยบนดินมีไม่ได้ เพราะกลัวคนที่ไม่เคยเล่นการพนันจะเล่นการพนัน ฟังดูเหตุผลค่อนข้างจะแอบแฝงพอสมควร จุดหมายของหวยบนดินก็คือต้องการที่จะล้มหวยใต้ดิน ไม่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่คนจะเล่นหวยมากขึ้นหรือน้อยลง คนไม่เล่นหวยต่อให้มาเคาะประตูเรียกก็ไม่เล่น คนที่ไม่ฝักใฝ่ในอบายมุขไม่สนใจเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว

ก็มาถึงคำถามในที่ประชุมกรรมาธิการฯที่ว่า เรื่องหวยแพงรัฐบาลจะจัดการอย่างไร ทำไมปล่อยให้ 5 เสือกองสลาก ปล่อยให้เจ๊แดง-เจ๊เสลี่ยง แสวงหาผลประโยชน์จากการผูกขาดโควตาหวยและจากการขายสลากเกินราคาอย่างลอยนวล

แล้วรัฐบาลจะมีมาตรการจัดการกับเจ้ามือหวยใต้ดินอย่างไร

ไม่มีคำตอบจากนายกฯอภิสิทธิ์ นอกจากจะอ้างหลักกฎหมายไปตามเรื่องตามราว เรื่องที่จะรื้อบรรดาเหลือบในกองสลาก เรื่องที่จะทำสงครามกับเจ้ามือหวยใต้ดิน สมควรจะเป็นภารกิจหลักของรัฐบาลมากกว่า การที่จะมาตามล้างตามเช็ดหวยออนไลน์ตั้งเยอะ

แต่รัฐบาลกลับละเลย

ในทางกฎหมายถือว่าละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ขืนมีใครเอาเรื่องนี้ไปร้องเรียนนายกฯอภิสิทธิ์คงไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบ

เพราะฉะนั้นการที่ รัฐบาลจ้องแต่จะล้มหวยออนไลน์ท่าเดียวจึงมีพิรุธ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ไม่โปร่งใส และทำให้ประเทศต้องเสียประโยชน์ไปจำนวนมหาศาล ต้องเสียค่าโง่ซ้ำๆซากๆ.


โดยหมัดเหล็ก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐ, 16 มกราคม 2553

การ์ตูนเซีย 16/01/53


อุ้มไม่อุ้ม



ประเทศไทยใกล้จะเข้าสู่จุดวิกฤติเต็มที เพราะการไม่มีมาตรฐาน ความเป็นธรรม นี่แหละนำไปสู่จุดวิกฤติบ้านเมือง ติดตามข่าวกรณีอัยการพิเศษมีคำสั่งฟ้อง พล.ต.ท. สมคิด บุญถนอม ผบก.ภ.5 และพวกอีก 5 คน ข้อหาอุ้มฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย ต้องลุ้นทุกขั้นทุกตอน

โดยเฉพาะ รัฐบาลประเทศซาอุดีอาระเบีย ที่ติดตามเรื่องเหล่านี้มาถึง 13 รัฐบาล และเหลือฟางเส้นสุดท้ายก่อนที่คดีความจะหมดอายุความในเดือน ก.พ.นี้

สมมติรัฐบาลไทยยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนออกมา ทราบว่าประเทศซาอุดีอาระเบียเตรียมใช้มาตรการทางการทูตกดดัน เตรียมปิดสถานทูตซาอุดีอาระเบียในประเทศไทย ตัดสัมพันธ์ ทางการทูต เอาแน่

เรื่องของคดีความจะไปถึงไหนอย่างไร ต่อไปนี้ เป็นขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ที่จะต้องว่ากันไปตามเนื้อผ้า และตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัด

แต่ในทางปฏิบัติ รัฐบาลก็จะต้องแสดงความโปร่งใส ควบคู่กันไปด้วย ถามว่ารัฐบาลให้ความเป็นธรรมตามมาตรฐานที่ใช้ปฏิบัติกับข้าราชการที่ถูกกล่าวหาเช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติมาหรือไม่

คดีนี้ เป็นคดีที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นคดีอาญาร้ายแรง มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญและมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ตก

เป็นผู้ต้องหา เพราะฉะนั้นจะต้องกระทำการอย่างเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดข้อครหา

มาตรฐานที่ผ่านมาที่ใช้ปฏิบัติกับคนทั่วไป คดีมีลำดับความสำคัญน้อยกว่าคดีนี้ด้วยซ้ำไป ยังไม่มีการให้ประกันตัว เพราะ เกรงว่าจะมีการทำลายหลักฐานและบังคับข่มขู่พยานทำให้เสียรูปคดี

นอกจากนี้ เพื่อไม่ให้ใช้อำนาจหน้าที่ในการที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการสู้คดี สมควรต้องมีการสั่งพักราชการ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ถึงกฎเหล็กของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่มีการระบุเอาไว้ แต่โดยมาตรฐานที่รัฐบาลควรจะมีสำนึก ควรจะปฏิบัติต่อกรณีอย่างไร เห็นทีไม่ต้องมาอธิบายความกันมาก อยู่ที่ว่านายกฯอภิสิทธิ์จะกล้าขัดใจใครบางคนหรือไม่เท่านั้น

สงสารประเทศไทย สงสารคนไทยที่ต้องตกเป็นตัวประกันซ้ำซาก

ยังมีเรื่องที่ต้องติดตามอีกหลายเรื่องเพราะจะเกี่ยวข้องส่งผลกับวิกฤติบ้านเมืองทั้งนั้น คดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านใกล้จะปิดบัญชี ต้องพิสูจน์ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนจากอำนาจหน้าที่หรือไม่

หรือผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจหรือไม่.


โดยหมัดเหล็ก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 15 มกราคม 2553

การ์ตูนเซีย 15/01/53


ไม่จบ

ยักแย่ยักยันไม่สะเด็ดน้ำซะทีกับเรื่องวุ่นๆในแวดวงสีกากี นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คิดจะหักด้ามพร้าด้วยเข่าก็เลยอลเวงไปทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล่าสุดก็ประเด็นที่ ก.ตร.มีมติให้ทำหนังสือถึงนายกฯเพื่อให้นายตำรวจ 3 นายที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางวินัยร้ายแรงกลับเข้ารับราชการ

หักดิบกันอีกกระทอกระหว่าง นายกฯอภิสิทธิ์กับรองนายกฯสุเทพ  เทือกสุบรรณ  และระหว่าง ป.ป.ช.กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผลพวงจากการไม่มีมาตรฐานของบ้านเมืองก็เป็นเช่นนี้เอง

วันก่อน คุณสุชาติ สักการโกศล ผอ.ฝ่ายอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ  ธนาคารแห่งประเทศไทย  ระบุถึงปัญหามาบตาพุด  โดยเฉพาะการแสดงจุดยืนของ  สมาคมการค้าการลงทุนของญี่ปุ่น  ที่จะถอนการลงทุนจากประเทศไทยเนื่องจากเห็นว่าเมืองไทยไม่ เหมาะสมกับการลงทุนอีกต่อไป

เป็นเรื่องที่น่าวิตก

ความรู้สึกของนักลงทุนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด พูดตรงๆก็คือ ความเชื่อมั่นในรัฐบาล  สำหรับนักลงทุนหดหายไปเยอะ  ถ้ารัฐบาลพูดอย่างทำอย่าง ความเชื่อมั่นจะสิ้นสุดลงโดยปริยาย

คุณสุชาติย้ำว่า  จะต้องแก้ปัญหามาบตาพุด  ให้สะเด็ดน้ำภายใน 8-9 เดือน ไม่เช่นนั้นภาพลักษณ์ของประเทศจะเสียหายอย่างหนักและจะฟื้นฟูยากมาก

ความเห็นของ  คุณดุสิต  นันทะนาคร  ประธานหอการค้าที่เอา ใจช่วยรัฐบาลอย่างเต็มเหนี่ยวมาตลอด ยังอดไม่ได้ที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน มีมติจะทำหนังสือถึงนายกฯอภิสิทธิ์เพื่อขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาปัญหามาบตาพุด ให้ได้ข้อยุติภายใน 4-5 เดือน

ไม่เช่นนั้นจะทำให้การลงทุนในระยะยาวมีปัญหา

การออกมายอมรับของ คุณสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรม ถึงปรากฏการณ์ที่นักลงทุนญี่ปุ่นออกมาแสดงจุดยืนดังกล่าวนั้น ค่อนข้างรุนแรง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

เพราะญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมบ้านเรามานาน และมีจำนวนการลงทุนที่สูงมาก  ไม่จำเป็นจริงๆก็คงไม่คิดที่จะย้ายฐานการผลิตเด็ดขาด

นับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเป็นเวลา  1 ปี  ได้สร้างปัญหาเป็นดินพอกหางหมู  เอาไว้บานตะไท แต่ละปัญหาเป็นเรื่องที่กระทบถึงมาตรฐานและความเชื่อมั่นทั้งนั้น

ซึ่งจะมีผลต่ออนาคต   การเมืองการปกครอง   และระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม  น่าจะร้ายแรงกว่าการคอรัปชันด้วยซ้ำ

การสร้างมาตรฐานใหม่ของรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่  เอาการเมืองนำบ้านเมือง  นอกจากไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาวิกฤติประเทศแล้ว  ยังเพิ่มปัญหาวิกฤติลุกลามบานปลาย  ไม่จบ  ซักเรื่อง.


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 14 มกราคม 2553

ข้อแก้ตัว

ในที่สุด  มานิต นพอมรบดี  รมช.สาธารณสุข  ก็ต้องยอมไขก็อก ไปตามระเบียบ  จะเป็นเพราะต้องการที่จะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น หรือเป็นเพราะถูกกดดันอะไรบางอย่างจากพรรคแกนนำรัฐบาล หรือมีข้อมูลบางอย่างทำให้คุณมานิตต้องจำใจลาออก  ก็ว่ากันไป

โดยเฉพาะการยื่นเงื่อนไขของ  นายกฯอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทย  กรณีถ้าคุณมานิตไม่ตัดสินใจลาออกใน วันสองวันนี้  จะใช้อำนาจนายกฯในการปรับคุณมานิตออกจากตำแหน่งและอาจจะถึงขั้นเอาคนของพรรคประชาธิปัตย์มาเสียบแทน

ถ้าลงเอยที่หมากเกมนี้ เห็นทีภูมิใจไทยจะเสียเปรียบเต็ม ประตู เสียทั้งตำแหน่ง เสียทั้งหน้า จึงต้องถอยไปตั้งหลักชั่วคราว ยึดตำราที่ว่า วันพระไม่มีหนเดียว ทีใครทีมัน

ความจริงแล้วสาระสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่อยู่ที่การลาออกของ คุณวิทยา แก้วภราดัย หรือ คุณมานิต นพอมรบดี ไม่ใช่ เพราะบุคคลทั้งสองลาออกไปแล้ว ประเด็นการส่อทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งในกระทรวงสาธารณสุขจะโปร่งใส หรือพ้นมลทิน

การทุจริตก็ยังไม่มีการแก้ไขแต่อย่างใด

เพราะผลสอบของคณะกรรมการชุด นพ.บรรลุ ศิริพานิช ระบุตัวบุคคลที่เข้าข่ายความผิดไว้ชัดเจน อีก 7-8 คน ที่เหลือจะพลอย พ้นผิดไปด้วยเช่นนั้นหรือ นายกฯไม่ใช่ผงซักฟอก รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่น้ำยาซักผ้าขาว ที่ผ่านมาสมัยที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็ฉาวโฉ่กับเรื่องของทุจริตยาในกระทรวงสาธารณสุขมาแล้ว

ผู้ถูกกล่าวหาที่ยังเหลือจะทำอย่างไรต่อไป เนื่องจากส่วนใหญ่ ก็เป็น คนของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งนั้น อย่าให้มองว่าเป็นการลูบหน้าปะจมูก

ที่นายกฯสมควรกระทำคือ เอาจริงเอาจังกับการทุจริตในโครงการนี้ มากกว่าจะมาโยงเข้าเป็นเรื่องการเมืองเสียหมด หรือเพื่อกลบกระแสทุจริตชั่วครั้งชั่วคราว

เช่นเดียวกับเรื่องของ หวยออนไลน์ ฟังนายกฯชี้แจงวันก่อนแล้วไม่แปลกใจว่าทำไมถึงต้องการจะ ล้มหวยบนดิน นักหนา นายกฯอ้างว่าเป็นเจตนารมณ์ตั้งแต่ยังเป็นฝ่ายค้านที่จะไม่เพิ่มช่องทางการพนัน ทั้งไม่สามารถจะลดจำนวนหวยใต้ดินลงได้ และจะทำให้เด็กและเยาวชนเล่นการพนันมากขึ้น

นายกฯพูดแต่เรื่องหวยบนดินซะยืดยาว แต่พูดถึงหวยใต้ดินประโยคเดียว ทั้งๆที่ต้นตอของปัญหาการพนันที่น่ากลัวกว่าหวยออนไลน์ก็คือหวยใต้ดินนี่แหละ

ที่บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายทุกวันนี้ก็เพราะเงินหวยใต้ดิน

เงินหวยบนดินที่เอามาใช้ประโยชน์เพื่อสังคมไม่รู้หายไปไหนหมด เข้าตำราเกลียดตัวกินไข่เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง แล้วการพนันที่มอมเมาเด็กและเยาวชนขณะนี้ก็ไม่ใช่หวยบนดิน แต่เป็นโต๊ะพนันบอลมากกว่า รัฐบาลกล้าไปแตะบ้างไหม ปล่อยให้ลอยนวล ยุ่งอยู่แต่ของถูกขั้นตอนตามกฎหมาย แปลกแฮะ.


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 12 มกราคม 2553, 05:00 น

ฟางเส้นสุดท้าย

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับ  ประเทศซาอุดีอาระเบีย  ไม่ค่อยจะราบรื่นมาช้านาน  เริ่มจากคดีเพชรซาอุฯ  ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี  2532  โยงถึงการพัวพันอุ้มฆ่าบุคคลสำคัญของซาอุฯและคนไทย  ที่เกี่ยวโยงกับเรื่องดังกล่าว จะถือว่าเป็นมหากาพย์ก็ว่าได้

นับเป็นเวลา 20 กว่าปีแล้วที่ คดีดังกล่าวเป็นหนามตำใจของทั้งสองประเทศ  บางช่วงบางตอนความสัมพันธ์ ของทั้งสองประเทศแทบจะสะดุดหยุดลงในทันทีทันใด

นอกจากเพชร บลูไดมอนด์ ของ เจ้าฟ้าชายไฟซาล บิน ฟาฮัด ที่อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย ประกอบกับเหตุการณ์ หายตัวไปของ มูฮัมหมัด อัลรูไวรี่ นักธุรกิจชาวซาอุฯ  ที่ทราบกันดีว่าเป็นพระญาติของเจ้าฟ้าชายไฟซาลด้วย เลยลุกลามไปใหญ่

เหตุเกิดในปี 2533 หลังคดีเพชรซาอุฯอันลือลั่น จนถึงบัดนี้ยังมืดมน  ซึ่งคาดกันว่าอัลรูไวรี่คงต้องถูกอุ้มฆ่าอย่างแน่นอนและต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของคดีเพชรซาอุฯไม่มากก็น้อย

งานนี้คนมีสีถูกเพ่งเล็งมากที่สุด

จนกระทั่งในปีที่ผ่านมา  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง  อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ได้นำเรื่องดังกล่าวมาปัดฝุ่นอีกครั้ง  ก่อน ที่คดีจะหมดอายุความ  มีการออกหมายเรียกเจ้าหน้าที่คนสำคัญ หลายคนที่เชื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว  พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม ผบช.ภ.5 พ.ต.อ.สรรักษ์ จูสนิท ผกก.สภ.สบเมย พ.ต.อ. ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น  รวมทั้งตำรวจนอกราชการมารับทราบข้อกล่าวหา

เป็นที่น่าประหลาดใจว่า  ทำไมทางการไทยถึงได้เร่งที่จะดำเนิน การเรื่องนี้ขึ้นมาในเวลากระชั้นชิดอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย  ทั้งๆที่ผู้ถูกกล่าวหาบางคนก็ถือว่ามีเส้นมีสายพอสมควรโดยเฉพาะในยุคนี้

เหตุผลที่แท้จริงอาจจะเกิด  แรงกดดันจากรัฐบาลซาอุฯ  ที่พยายามกดดันรัฐบาลไทยในคดีดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และมีมาตรการที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

จนถึงขนาดอาจตัดสัมพันธ์ทางการทูตด้วยซ้ำ

วันนี้  อุปทูตซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทยจะเดินทาง เข้าพบ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อรับฟังคำตอบและก็ คงจะมีคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียด้วยเช่นกัน

ปัญหานี้เดิมพันด้วย  ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์อาจจะต้องแลกด้วย  ความสัมพันธ์ใน ประเทศ  คงไม่ต้องอธิบายถึงสถานะของผู้ถูกกล่าวหาบางคน ที่มีความสำคัญต่อเหตุการณ์ในบ้านเมืองที่ผ่านมาและผูกพัน อยู่กับฝ่ายที่โค่นล้มรัฐบาลชุดที่แล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียจึงถูกลากเข้ามาเดิมพันโดยปริยาย

ห้ามกะพริบตา.

หมัดเหล็ก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 11 มกราคม 2553, 05:00 น.

นักข่าวประจำทำเนียบฯ เปิดฉายา-รบ.ปี 52




นักข่าวประจำทำเนียบฯ เปิดฉายา รมต.-รบ. ปี 52 รัฐบาลได้ฉายา "ใครเข้มแข็ง" นายกฯ ได้ฉายา "หล่อหลักลอย" ไม่กล้าปฏิบัติตามกฎเหล็ก9ข้อ ขณะที่"สุเทพ" ได้ฉายา "แม่นมอมทุกข์" ส่วน "กษิต"ได้ฉายา "ไส้ติ่งรัฐบาล"

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยฉายารัฐมนตรีและรัฐบาลประจำ ปี 2552 เป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล จากประสบการณ์การทำงานที่ปรากฏต่อสื่อสาธารณะ โดยมิได้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้ใดผู้หนึ่ง แต่มาจากมติส่วนรวมของสื่อมวลชน ทว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ทางการเมืองไม่ปกติ โดยเกิดการรัฐประหาร อีกทั้งรัฐบาลที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินหลังจากนั้นก็ทำงานไม่ครบ 1 ปี จึงไม่เข้าเงื่อนไขในการตั้งฉายารัฐบาล อย่างไรก็ตามเมื่อสถานการณ์การเมืองเริ่มกลับเข้าสู่ระบบ และรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าบริหารราชการแผ่นดินได้ครบ 1 ปี ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลจึงได้ประชุม และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ตั้งฉายารัฐบาลและรัฐมนตรีประจำปี 2552 ดังนี้

ฉายารัฐบาล "ใครเข้มแข็ง" รัฐบาล ประกาศแผนพลิกฟื้นประเทศไทยให้พ้นจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ผ่านแผนปฏิบัติการ "ไทยเข้มแข็ง" เพื่อลงทุนยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่ ภายใต้พ.ร.บ. และพ.ร.ก. เงินกู้รวม 8 แสนล้านบาท เมื่อโครงการนี้ไปสู่การปฏิบัติมีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งเรื่องผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาล ความไม่โปร่งใส จนเกิดคำถามว่าการสร้างหนี้เพื่อฟื้นประเทศไทยทำให้ใครเข้มแข็งระหว่าง ประชาชน หรือนักการเมือง ?

ฉายานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี : หล่อหลักลอย

เป็น นายกรัฐมนตรีที่มีภาพลักษณ์ดี หน้าตาดี การศึกษาดี จึงมีแม่ยกเป็นจำนวนมาก มักประกาศจุดยืนและหลักการด้านประชาธิปไตย โดยเฉพาะเมื่อรับตำแหน่งได้ประกาศกฎเหล็ก 9 ข้อให้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความรับผิดชอบทางการเมืองมากกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่เมื่อรัฐมนตรีบางคนมีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย หรือมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส กลับไม่ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นั่นเท่ากับไม่สามารถกำกับให้กฎเหล็กมีผลใช้บังคับได้ หลักที่เคยประกาศไว้จึงเหมือนคำพูดที่เลื่อนลอย ไม่เป็นไปตามหลักการที่วางไว้

ฉายานายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี : แม่นมอมทุกข์

แม้ ไม่ใช่เป็นผู้ให้กำเนิดทางการเมืองแก่นายอภิสิทธิ์โดยตรง แต่ก็คอยดูแล อุ้มชู และสนับสนุนในทางการเมืองทุกอย่าง ถึงขั้นประกาศว่าความใฝ่ฝันทางการเมืองสูงสุดคือการผลักดันให้นายอภิสิทธิ์ ได้เป็นนายกฯรัฐมนตรี แต่เมื่อสานฝันได้สำเร็จ นายอภิสิทธิ์กลับสร้างปัญหาหนักอกให้นายสุเทพตามล้างตามเช็ด อาทิ การแก้รัฐธรรมนูญ การแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ทำให้ผู้จัดการรัฐบาลถูกพรรคประชาธิปัตย์วิจารณ์อย่างหนักว่าตีตัวออกห่าง มัวแต่เอาใจพรรคร่วมรัฐบาล จนเจ้าต้องอยู่ในอาการอมทุกข์

ฉายานายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี : ช่างจัดฉาก

เป็น คนสนิทของนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสื่อของรัฐ มักเปรียบเปรยว่าตัวเองเป็น "อิมเมจ เมเกอร์" พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านบวกให้รัฐบาล เป็นจอมจัดการ เช่น การจัดคิวให้นายกรัฐมนตรี และครม. ลงพื้นที่ จัดฉากให้ครม. ออกทีวีวิทยุ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ทว่าเสียงสะท้อนกลับติดลบเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะโครงการ "ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง" ที่ให้ทุกจังหวัดเกณฑ์คนมาร้องเพลงชาติ แต่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องงบประมาณ เสมือนช่างที่พยายามจัดฉากให้ดูดี แต่ไม่มีเนื้องานเป็นรูปธรรม

ฉายานายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี : กั๊ก-กอบ-โกย

ขึ้น ชื่อว่าเป็นรองนายกรัฐมนตรี จอมตรวจสอบ กั๊ก และคอยดักจับโครงการของพรรคร่วมรัฐบาล จนเกิดเหตุกระทบกระทั่งกันอยู่เนืองๆ และถูกแกนนำพรรคร่วมตั้งสมญาว่า "พ่อชุนละเอียด" แต่ไปๆ มาๆ กลับสะดุดขาตัวเอง เมื่อพบปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจากการแต่งตั้งน้องชายเป็นรองผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ที่มีตัวเองเป็นประธาน สุดท้ายทั้งพี่และน้องก็ฝ่าแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว จำต้องโกยออกจากตำแหน่ง แม้กระทั่งตำแหน่งตัวเองก็ต้องโกยออกไปเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ฉายา นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ : ไส้ติ่งรัฐบาล เป็นอดีตนักการทูตที่ได้เข้ามารับตำแหน่งในรัฐบาล จากการเป็นดาวไฮปาร์คบนเวทีกลุ่มพันธมิตรฯ แต่กลับไม่ยอมใช้วาทศิลป์ทางการทูตเชื่อมสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน ตรงกันข้ามถูกวิจารณ์ว่าปากเป็นพิษ โดยเฉพาะการเปรียบเปรยนายกฯ กัมพูชาว่าเป็น "แก๊งสเตอร์" จึงเปรียบเสมือนเป็น "ไส้ติ่ง" ที่แม้จะอยู่ในร่างกายได้ แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดีไม่ดีพอเกิดการอักเสบขึ้นมาจะเป็นโทษต่อร่างกายถึงขั้นเสียชีวิตด้วย

ฉายานางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ : เจ้าแม่แพ้หน้าเน็ต เป็น รัฐมนตรีหญิงที่มีบทบาทสำคัญในครม. เพราะพยายามผลักดันโครงการของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เข้าสู่ครม. ตลอดเวลา อาทิ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง การปรับเปลี่ยนระบบการจัดงบเพื่อบริหารสินค้าเกษตร ฯลฯ แต่ถูกแกนนำรัฐบาลรุมเตะสกัด ทำให้บางโครงการไม่ผ่านการอนุมัติ บางครั้งถึงกับร่ำไห้กลางวงประชุมครม. เปรียบเสมือนนักตบลูกหนังที่แค่ตั้งท่ายังไม่ทันตบ ก็ติดบล็อกจากฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว

ฉายานายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย : สตั๊นท์เฒ่าเฝ้าเก้าอี้ สิงห์เฒ่าวัย 73 ปีผู้นี้ได้เข้ามารั้งเก้าอี้ มท.1 พร้อมตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แทนบุตรชายที่อยู่ในบ้านเลขที่ 111 การเป็นรัฐมนตรีถูกมองว่าเป็นการแสดงบทตามที่ลูก และเพื่อนลูกอย่างนายเนวิน ชิดชอบ คอยกำกับเท่านั้น เหมือนเป็นตัวแทนมานั่งเฝ้าเก้าอี้รอตัวจริง แต่แม้จะเป็น "สตั๊นท์เฒ่า" ก็มากด้วยเล่ห์เหลี่ยม และมีชั้นเชิงทางการเมืองสูง ทำให้สามารถเฝ้าเก้าอี้มท.1 เฝ้าเก้าอี้หัวหน้าพรรคอยู่ในรัฐบาลได้อย่างเหนียวแน่น

ฉายานายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม : ภูมิใจ "นาย" ไม่เคยทำงานบริหาร และผ่านงานคมนาคมมาก่อน แต่เป็นลูกน้องคนสนิทของนายเนวิน ชิดชอบ จึงได้รับความไว้วางใจให้คุมกระทรวงเกรดเออย่างกระทรวงคมนาคม จากนักการเมืองโนเนมจึงมีชื่อติดกระแสขึ้นมา การเสนอโครงการเป็นไปตามใบสั่ง "นาย" แทบทุกโครงการ โดยเฉพาะโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน หลังต่อสู้กับพรรคร่วมหลายรอบ เป็นโต้โผใหญ่ในการเปิดบ้านพักที่จ. บุรีรัมย์ต้อนรับนายกรัฐมนตรี แทนลูกพี่ โดยไม่มีกลุ่มคนเสื้อแดงมาปั่นป่วน จึงถือเป็นลูกน้องที่สร้างความภาคภูมิใจให้ผู้เป็น "นาย" อย่าง "เนวิน"

ฉายานายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง : "ทวิต-กู้" เป็น ขุนคลังที่ประชาชนจดจำผลงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ นอกจากภาพการกู้เงินที่เป็นไม้ตายการแก้ปัญหา แต่ภาพของนายกรณ์ในโลกไซเบอร์คือนักโพสต์มือ 1 ผ่านเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และไฮไฟว์ มักเข้าไปอัพเดทภาพ-ข่าวของตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งขณะนั่งประชุมครม. ก็ยังทวิตข้อความและรูปภาพให้สมาชิกได้เข้ามาแสดงความคิดเห็น ในช่วงที่ถูกโจมตีเรื่องการทำงาน บางครั้งศรีภริยาก็ออกมาทวิตแก้ต่างให้ สมเป็นขุนคลังออนไลน์ที่มีผลงานกู้เร็วทันใจราวกับไฮ-สปีด อินเทอร์เน็ต

ฉายาพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม : ป้อมพลัง "ป" ชื่อเล่นเขาคือ "ป้อม" ได้เป็นรัฐมนตรีที่ไม่มีความชัดเจนว่าเป็นโควตาของกลุ่มการเมืองใด ไม่ใช่สายตรงประชาธิปัตย์ ไม่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับภูมิใจไทย ไม่ใช่ตัวแทนของกองทัพอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่ได้รับความเกรงกลัว-เกรงใจจากคนในรัฐบาลอย่างมาก ถึงขั้นปล่อยผ่านเมกะโปรเจคต์ของกองทัพอย่างง่ายดาย เนื่องจากมีพลัง อิทธิพล และบารมีของคนชื่อ "ป. ปลา" แห่งกองทัพเป็นป้อมปราการค้ำบัลลังก์และป้องกันภัยทางการเมือง

วาทะแห่งปี 2552 : "ใครก็ตามที่ประกาศชัยชนะ ผมถือว่าคนๆ นั้นและกลุ่มคนนั้นคือศัตรูของประเทศอย่างแท้จริง" เป็นถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่โรงแรมรอยัล คลิฟบีช พัทยา จ. ชลบุรี ที่กล่าวไว้หลังจากกลุ่มคนเสื้อแดงนำมวลชนบุกล้มการประชุมสุดยอดอาเซียนและ คู่เจรจาที่เมืองพัทยา และประกาศว่าเป็นชัยชนะของชาวเสื้อแดง อนึ่ง ที่ประชุมสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ออกแถลงประณามกองบรรณาธิการข่าวการเมืองสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 อสมท กรณี เผยแพร่ข้อมูลฉายารัฐบาลประจำปี 2552 พร้อมเบื้องหลัง ก่อนวันเวลาที่กำหนด

ที่มา : ไทยรัฐ

สงครามในภูมิภาคนี้

ข้อพิพาทระหว่าง นายกฯไทยกับนายกฯกัมพูชา ร้อนระอุขึ้นทุกวัน ความเคลื่อนไหวของ ฮุน เซน นายกฯกัมพูชา แต่ละย่างก้าว ตอกหน้ารัฐบาลไทย นายกฯไทยทุกดอก การตอบโต้ ของฝ่ายไทยกลับยิ่งเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาทิ่มแทงให้ บาดแผลลึกมากขึ้น

งานนี้ กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินเกมผิดมาตั้งแต่ต้น แสดงถึงความเป็นมือใหม่หัดขับ กับดักที่นายกฯฮุน เซนวางไว้ เข้าทางทุกลูก

วันนี้รัฐบาลไม่ใช่ต้องรับมือกับ เสื้อแดง หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แต่ต้องรับมือกับรัฐบาลกัมพูชาด้วย ทั้งศึกใน ศึกนอก  รอบบ้านมีแต่ศัตรูก็อยู่กันด้วยความหวาดระแวง การโกอินเตอร์ของนายกฯอภิสิทธิ์  ความสำเร็จไม่ใช่อยู่ที่การเป็นข่าวว่า เดินทางไปพบผู้นำคนนั้นคนนี้ หรือเข้าประชุมในระดับสากลแค่ไหนอย่างไร

แต่อยู่ที่มิตรภาพมากกว่า เราไม่ได้รับมิตรภาพจากประเทศเพื่อนบ้านเลยแม้แต่ประเทศเดียว ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ มีประเทศไหนที่เป็นมิตรแท้กับบ้านเราบ้าง รัฐบาลคงรู้แก่ใจดีที่สุด การออกมาเปิดใจให้สัมภาษณ์ของ คำรบ ปาลวัฒน์วิไชย นอกจากจะมัดตัวเองและประจานกระทรวงต่างประเทศแล้ว ยังเป็นใบเสร็จมัดข้อกล่าวหาของกัมพูชาด้วย

วันนี้ระหว่างคำพูดของ ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ กับคำรบ ใครมีน้ำหนักกว่ากันคงไม่ต้องเฉลยให้เมื่อยตุ้ม ด้วยการชิงถือไพ่ที่เหนือกว่า ดูเหมือนว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ จะถึงทางตันสำหรับการที่จะเอาตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาลงโทษในประเทศไทย

อยู่แค่ปลายจมูกยังไม่มีปัญญาทำอะไร

กับการที่ฮุน เซน แฉเองว่า รัฐบาลไทยมีแผนที่จะกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องมีใบเสร็จ คนระดับผู้นำที่กล้าล้วงลึกขนาดนี้ต้องมั่นใจ

ข้อต่อรองให้รัฐบาลกัมพูชายอมรับในกระบวนการยุติธรรมของศาลไทย  ให้ยกเลิกการตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ  ถูกสวนกลับด้วยข้อเสนอว่าความสัมพันธ์กับประเทศไทยจะมีขึ้นก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่

ปิดประตูความสัมพันธ์ชัดเจน

ยังต้องรอลุ้น กรณีเครื่องบินขนอาวุธสงคราม จะชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้านอีกหรือไม่ ยิ่งผู้นำให้สัมภาษณ์แสดงวิสัยทัศน์ว่าอาจจะเอาอาวุธที่ยึดได้บางชนิดไว้ใช้งาน

หมดหล่อ

ลดระดับความเป็นอินเตอร์ในพริบตาเดียว บวกกับความไม่ยุติธรรมบางอย่างในประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้น คดีเงินบริจาคก็เริ่มแฉถึงความฉาว เข้าทำนอง ความยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิด รอวันเสียงปืนแตก.


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 21 ธันวาคม 2552, 05:00 น.

ส่งนายทะเบียน คดียุบปชป. อภิชาตให้ยกคำร้อง


มติกกต. 4 ต่อ 1 เสียงข้างมาก ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์  พบการกระทำความผิด ทั้ง 2 กรณี ส่วน กกต.เสียงข้างน้อย "อภิชาต สุขัคคานนท์"  ให้ยกคำร้องทั้ง 2 กรณี แต่การลงมติไม่สมบูรณ์ ส่งนายทะเบียนทำความเห็น

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. แถลงผลการประชุมกกต.เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. ว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาข้อกล่าวหากรณีพรรคประชาธิปัตย์ รับเงินบริจาคจำนวน 258 ล้านบาท จากบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) และการใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์ อาจเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.พรรคการเมือง โดยที่ประชุม กกต.มีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เห็นควรส่งเรื่องให้นายทะเบียนพรรค การเมือง พิจารณาทำความเห็นว่าสมควรจะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่

มีรายงานว่า  ที่ประชุม กกต.มีการลงมติด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 1 โดย กกต.เสียงข้างมากเห็นว่าให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากพบการกระทำความผิด ทั้ง 2 กรณี ส่วน กกต.เสียงข้างน้อยคือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ให้ยกคำร้องทั้ง 2 กรณี แต่การลงมติไม่สมบูรณ์ เนื่องจากนายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนพิจารณา โดยนายอภิชาตเข้าใจว่า การพิจารณาคดีนี้จะเหมือนกับการตัดสินคดีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีต กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ที่ไม่ต้องมีความเห็นของนายทะเบียนเข้ามาประกอบ ที่ประชุมจึงให้รอความเห็นของนายอภิชาตส่งเข้ามาก่อน


ที่มา ไทยรัฐออนไลน์ 18 ธันวาคม 2552, 05:50 น.

หลงเงาการเมือง

นักวิชาการบางท่านวิพากษ์ ผลงานรัฐบาลครบรอบ 1 ปี ว่า คือการที่ ไม่มีผลงานอะไรเลย มีความพยายามของหลายฝ่ายในการที่จะประเมินผลงานของรัฐบาลรวมทั้งสื่อมวลชนด้วย ยิ่งวาระครบรอบ 1 ปีของรัฐบาลอยู่ในช่วงประเพณีการตั้งฉายารัฐบาลและ ครม.พอดี คงถูกกระหน่ำไม่น้อย

ความจริงรัฐบาลก็ไม่น่าจะกังวลอะไรและไม่น่าจะรู้สึกอะไรกับคำวิพากษ์วิจารณ์ด้วยซ้ำ อาศัยลูกตื๊อไปเรื่อยๆ สิ่งที่รัฐบาลกำลังถูกจับตามากที่สุดก็คือการเล่นละคร โดยปราศจากความรับผิดชอบ

ดูอย่างประเด็นรถเมล์เช่า ขสมก. 4 พันคัน กระทรวงคมนาคม หรือโครงการขายข้าวโพดของกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ทั้ง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ออกมาขวางลำทำท่าจะเอาจริงเอาจังเสียจนชาวบ้านนึกว่ารัฐบาลแตกแน่

เอาเข้าจริงยิ่งกว่าฮั้ว

วันนี้ทุกอย่างเรียบร้อยไปหมดแล้ว เห็นชอบด้วยทุกเรื่อง แม้แต่การขายข้าวโพดที่ดักหน้าดักหลังคุณ พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เสียจนน้ำตาซึมใน ครม. สุดท้ายข้าวโพดจำนวนสาม แสนกว่าตันได้รับการอนุมัติโดยขายให้กับผู้ซื้อที่ประมูลราคาสูงสุด เข้ามา 2 ราย ที่ราคาเฉลี่ยตันละ 4 พัน 7 ร้อยบาท และ 4 พัน 4 ร้อยบาท รวมแล้วขายได้ประมาณ 1 พัน 5 ร้อยล้านบาท

ขาดทุนจากราคารับจำนำไปประมาณ 1 พัน 8 ร้อยล้านบาท

ไม่รวมค่าดูแลคุณภาพของข้าวโพดในระหว่างเก็บไว้อีกเดือนละ 26 ล้านบาท มีแต่เจ๊งกับเจ๊ง นี่ถ้ามาบิดเบือนจะนับเป็นผลงานของรัฐบาลก็คงจะกระไรอยู่

เมื่อเทียบกับ 5 มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ที่กระทรวงการคลังต่ออายุให้แล้ว มีประโยชน์กว่าเยอะแม้จะต่ออายุให้อีกแค่ 6 เดือนก็ตามทีเถอะ

เพราะอย่างน้อยก็ถึงมือประชาชนโดยตรง

มีอีกหลายกระทรวงที่ไร้ผลงานด้านบวก เต็มไปด้วยผลงานด้านลบ จับตาไปที่กระทรวงไอซีทีของคุณระนองรักษ์ สุวรรณฉวี กระทรวงอุตสาหกรรมของคุณชาญชัย ชัยรุ่งเรือง กระทรวงศึกษาธิการของคุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กระทรวงสาธารณสุขของคุณวิทยา แก้วภราดัย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของคุณสุวิทย์ คุณกิตติ

ทั้งนิ่มทั้งเนียน

สมมติฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลและไม่มีการฮั้วกันเกิดขึ้น อยากจะแนะนำให้พิจารณาเนื้อหาของการอภิปรายรัฐบาลให้ดี จะเห็นภาพที่แท้จริงของรัฐบาลชุดนี้ที่จะเป็นสัญญาณอันตรายต่อการบริหารประเทศทั้งสิ้น

ไม่น่าไว้วางใจ.


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 18 ธันวาคม 2552, 05:00 น.

วิสัยทัศน์สั้น

การแข่งขันทางการค้าในปีหน้า เชื่อว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่รัดตัวขึ้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะมีต่อการอุปโภคและบริโภคของประชาชนยิ่งรุนแรงขึ้นเช่นกัน โฉมหน้าทางการค้าน่าจะเปลี่ยนจาก คู่ค้าเป็นคู่แข่ง ที่ต้องใช้กลยุทธ์ชั้นสูงและวิสัยทัศน์มุมมองที่กว้างไกล ที่สำคัญคือจะต้องมีความเป็นมืออาชีพ ต้องใช้ประสบการณ์อย่างสูง

ประเทศไทยก็หนีภาวะการแข่งขันทางเศรษฐกิจครั้งนี้ไปไม่ได้ ให้จับตาการปรับตัวและปรับฐานเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนว่าจะเป็นโอกาสทองของภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ สหรัฐฯ อียู จีน ญี่ปุ่น ซึ่งมีกำลังบริโภคภายในสูงอยู่แล้ว แม้การแข่งขันจะสูงแค่ไหน พื้นฐานก็ยังมั่นคง

แต่ประเทศเราที่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ หากไม่คิดปรับตัว เห็นทีจะรอดยาก การปรับฐานเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้น่าจับตามากที่สุด เวียดนาม ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ประกาศว่าจะลดค่าเงินเท่านั้น เนื้อหอมขึ้นมาทันที

จากการสำรวจ ประเทศที่น่าลงทุนในย่านนี้ เวียดนาม ลาว กัมพูชาติดอันดับดีกว่าบ้านเรา โดยเฉพาะเวียดนามมาอันดับหนึ่ง ในอุตสาหกรรมเกือบจะทุกประเภท

คุยกับผู้มีประสบการณ์โครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับการลงทุน ยังสู้เราไม่ได้  แต่มีการพัฒนาเร็วมาก  อีกไม่นานอาจจะแซงเราโดยไม่รู้ตัว ในจังหวะนี้ถ้าเราไม่สามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการลงทุนได้

โอกาสจะปิดทันที

และเราจะกลายเป็น  ประเทศที่ล้าหลังที่สุดในเอเชีย  ทำเป็นล้อเล่นไป ใครจะคาดคิดว่าวันนี้กัมพูชา  เวียดนาม ที่เคยเป็นประเทศหลังเขา มีแต่สงคราม จะรุดหน้าได้ขนาดนี้

สิ่งที่สำคัญคือ สินค้าคุณภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร หรือแม้แต่กะปิ น้ำปลา เราก็ถูกประเทศเพื่อนบ้านเราลอกเลียนแบบ ผลิตบริโภคขายเองได้เกือบหมด อีกหน่อย แฟ้บ สบู่ ยาสีฟัน ของใช้ประจำวันก็จะถูกขโมยซีนไปผลิตเอง จำหน่ายเองหมด

ในสภาวะที่ได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิต คิดบ้างหรือไม่ว่า จากการที่เราเคยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน จะกลายเป็นว่าเราต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพราะราคาถูกกว่า

นี่คืออันตรายจากการขาดวิสัยทัศน์

รัฐบาลเล็งแต่จะสร้าง ภาพพจน์ทางการเมือง เพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้ แต่ประเทศกำลังจะล่มจม เข้ามาก็เปิดฉากกู้ 4 แสนล้านแปดแสนล้าน พอจวนตัวเริ่มผลักภาระให้ประชาชน ให้จับตารายการถอนขนห่าน ขูดรีดภาษีกันอีกกระทอก ขึ้นภาษีในขณะที่เศรษฐกิจตกต่ำ ก็มีแต่หนทางเอวัง

ส่วนลิ่วล้อวิสัยทัศน์สั้น วันๆวนอยู่กับเรื่องเสื้อแดง ปรับ ครม. ชวนทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้าน ไล่ล่าทักษิณไม่เลิก วันดีคืนดี ก็ออกมาฟัดกับเงาตัวเอง ด่าพวกเดียวกันเองซะอย่างนั้น ถือเป็นกรรมของคนไทย.


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 10 ธันวาคม 2552, 05:00 น.

เกมการเมือง

พรรคการเมืองที่เชี่ยวชาญเกมการเมืองมากที่สุดก็ต้องยกให้ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าวิกฤติการเมืองจะเชี่ยวแค่ไหน ประชาธิปัตย์สามารถที่จะฝ่ามรสุมไปได้ทุกครั้ง เคยเป็นแม้กระทั่งรัฐบาลเสียงข้างน้อย เคยสร้างตำนาน งูเห่า การวางหมากเกมทางการเมืองของประชาธิปัตย์ต้องยอมรับว่า คาดไม่ถึง

นักการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน จึงล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียง และเป็นพรรคการเมืองที่ปั้นผู้จัดการรัฐบาลมาหลายต่อหลายคน จนถึงวันนี้นอกจากพรรคชาติไทยในอดีต พรรคไทยรักไทยในอดีต ที่พยายามจะเทียบรัศมี สุดท้ายมีอันเป็นไป มาตายตอนจบทุกครั้ง

ค่ายประชาธิปัตย์ บรรดาหัวหน้าพรรคในอดีตจนถึงปัจจุบัน สร้างประวัติศาสตร์การเมืองไว้หลายหน้าจนถึง คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบันที่กำลังจะทำลายประวัติศาสตร์การเป็นรัฐบาลในยุคนี้สามารถอยู่ได้ครบ 1 ปีสำเร็จหลังการยึดอำนาจ

แต่ว่ากันว่า ประชาธิปัตย์มักจะแพ้ทางทหาร

ในยุคหลังๆประชาธิปัตย์เองพยายามที่จะ ทำตัวกลมกลืนกับทหาร ไม่แสดงตัวเป็นผู้นำของระบอบประชาธิปไตยให้โจ๋งครึ่ม เหมือนสมัยก่อน

แม้มรสุมจากวิกฤติการเมืองจะกดดันพรรคประชาธิปัตย์และนายกฯอภิสิทธิ์ ไปสู่จุดอับปางกลางทะเล แต่เหล่ากุนซือในพรรคก็ไม่หวั่นไหว พลิกตำราแก้เกมกันทุกวินาที

กระแสกดดันวันนี้คือความไม่เชื่อมั่นที่ตัวนายกฯ ความไม่เชื่อมั่นในภาวะผู้นำและความไม่เชื่อมั่นในทีมเศรษฐกิจ ประกอบกับปัญหาการทุจริตคอรัปชัน ที่ไม่สามารถจะใช้ชื่อเสียงของพรรคฟอกออกได้หมด

จึงมาถึงตำราเปลี่ยนม้ากลางศึก

แรงกดดันจากภายนอกทำให้ต้องปั่นกระแส การปรับ ครม. โดยเฉพาะในตำแหน่งสำคัญ การที่นายกฯพูดชัดว่าไม่พอใจในการแก้ปัญหาไฟใต้ คนที่สะอึกคือ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง รมว. มหาดไทย รมว.กลาโหม และผบ.ทบ.

ท่ามกลางกระแสการปรับ ครม.

อีกนัย แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะติดลบ แม้การทำหน้าที่ของ รมว.ต่างประเทศจะบกพร่อง นายกฯมองข้ามที่จะไม่ไปแตะ ตรงกันข้ามพยายามจะโอบอุ้มซะด้วยซ้ำ ออกมาการันตีว่าเศรษฐกิจไทยกำลังจะฟื้น ปีหน้าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะกลับมาอยู่ที่บวกร้อยละ 3 เป็นต้น

ในขณะที่มีการทุจริตกันบานเบอะ

นายกฯก็ไม่สนใจอีกนั่นแหละ เอาเป็นว่า รมต.สายเศรษฐกิจพุงกาง แต่สายความมั่นคงกลับถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้ข่าวมาว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะเลขาธิการพรรคซึ่งมีหน้าที่เลี้ยงดูปูเสื่อลูกพรรคอยู่ในสถานะตกอับ ต้องไปยืมเงินจากเพื่อนข้ามพรรคมาจุนเจือลูกพรรคตัวเอง ซึ่งเป็นไปตามเกมพันธมิตรฯ.


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์ คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 2 ธันวาคม 2552, 05:01 น.

กับดัก

กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวว่า รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เสนอแผนความมั่นคงของประเทศเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ที่ผ่านมา ซึ่งในแผนความมั่นคงดังกล่าวได้ระบุถึงการเตรียมพร้อมที่จะทำสงคราม พร้อมรบ ถึงขนาดจัดทำเป็นคู่มือแจกจ่ายให้กับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมด

ถ้าจริงก็ว้าเหว่

สมมติมีการเสนอแผนดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ไม่ว่าจะเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ตาม คนที่คิดเรื่องนี้แย่มาก ความคิดยังห่างไกลความเจริญพอสมควร เพราะแนวคิดการก่อสงคราม เป็นเรื่องที่กำลังถูกต่อต้านจากสังคมโลกที่เจริญแล้ว

แล้วถ้าเกิดสงครามขึ้นมาจริงๆ ถามว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่ได้ หรือเปล่า ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ไม่พ้นการแทรกแซงจากองค์กรสากล และนำไปสู่การสิ้นชาติเหมือนหลายๆประเทศที่มีแต่ชื่อประเทศมีประชาชนแต่ไม่มีอธิปไตย

ก่อนหน้านี้ก็เคยปรากฏเป็นข่าวว่า รัฐบาลสั่งเตรียมเอฟ-16 ไปจอดที่อู่ตะเภาเพื่อบินขึ้นล็อกตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะที่กำลังขึ้นเครื่องบินส่วนตัวจากกัมพูชาและผ่านน่านฟ้าไทย

ตลกยิ่งกว่าขายหัวเราะ

ความคิดเด็กๆเหล่านี้ไม่น่าจะใช่ยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศ ถ้าจะบริหารงานในฐานะพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคการเมืองธรรมดาพรรคหนึ่งที่ท้าตีท้าต่อยชาวบ้านไปวันๆก็ทำไปเถอะ

เอาใจแฟนละครน้ำเน่า

ชีวิตจริงไม่เหมือนละครทั้งหมด เพราะชีวิตจริงจะอยู่บนความโกหกไม่ได้ตลอดไป วันนี้ห่วงว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ในขณะนี้จะเป็นกับดักซ้ำซ้อนในการถ่วงความเจริญของประเทศในอนาคต

ใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ต้องรับภาระต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด แต่ที่จะต้องรับภาระทั้งปีทั้งชาติก็คือประชาชน  หนี้สินที่ก่อขึ้นมาเพื่อตำน้ำพริกละลายแม่น้ำก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

กับดักของความชอบธรรมและกฎหมายยังรออยู่ข้างหน้า กรณี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี นำพยานคดียุบพรรคไทยรักไทยมายืนยันว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีจากฝีมือของพรรคประชาธิปัตย์ก็น่าคิด การที่ดีเอสไอนำพยานบุคคลสำคัญมาสอบสวนและให้การมัดคดีเงินบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาทก็น่าสนใจ ทุกอย่างปรากฏพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และเป็นความผิดที่สามารถยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้ทันที

เมื่อมีการร้องเรียนและปรากฏหลักฐานใหม่เกิดขึ้น ขบวนการตรวจสอบก็ต้องทำให้โปร่งใส เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและชอบธรรมขึ้นในสังคมไทย ไม่เช่นนั้นก็จะคาใจกันไม่รู้จบ

เพราะความไม่ชอบธรรม และไม่มีมาตรฐานของสังคม วิกฤติบ้านเมือง จึงยังล่อแหลมอยู่ต่อไป อนาคตอยู่บนเส้นด้าย ความยุติธรรมไม่มี สามัคคีไม่เกิดแน่นอน.


โดย หมัดเหล็ก ไทยรัฐออนไลน์ 20 พฤศจิกายน 2552, 05:00 น.

จาตุรนต์รุกกกต. ยุบปชป. ทวงคืนยุติธรรม

อดีต รักษาการหัวหน้า ทรท. จี้ กกต.สอบเอาผิดยุบปชป. ใช้พยานเท็จใส่ร้ายยุบ ทรท.  เตรียมนัดสมาชิกบ้านเลขที่ 111 หารือทวงสิทธิ หลังพยานแฉความจริง  ขณะที่ ทีมกม.คดียุบพรรคชี้ปชป.เข้าข่ายถูกยุบพรรคชัดแจ้ง

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 กล่าวกรณี พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ออกมาเรียกร้องให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยออกมาทวงสิทธิของตัวเอง หลังจากพยานในคดียุบพรรคออกมาเปิดโปงข้อเท็จจริง ว่า เราทราบมาตั้งแต่การพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทยแล้วว่าพยานถูกบีบคั้น เกลี้ยกล่อม จนกล่าวให้โทษพรรคไทยรักไทย และขณะนั้นกระบวนการพิจารณาไม่ค่อยให้โอกาสฝ่ายที่ได้รับโทษ ตุลาการรัฐธรรมนูญก็มีธงชัดเจนจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)  ผลที่ออกมาจึงมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคไทยรักไทย จากที่ได้รับฟังพยานทั้ง 2 คน ล่าสุด เห็นว่าน่าจะพูดความจริง ดังนั้นนอกจากพรรคไทยรักไทยจะไม่ผิดแล้ว พรรคประชาธิปัตย์จะต้องถูกยุบด้วย

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม  ไม่แน่ใจว่ากระบวนการที่มีอยู่ในปัจจุบันจะทำได้มากน้อยเพียงใด ยอมรับว่าการกลับไปแก้ไขคำพิพากษาของพรรคไทยรักไทยค่อนข้างยาก แต่ถ้าพุ่งเป้าเอาผิดพรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นไปได้มากกว่า เพราะพบหลักฐานใหม่แม้จะเกิดขึ้นนานแล้ว หาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สนใจเอาเรื่องอย่างจริงจัง ก็จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ตกที่นั่งลำบาก แต่จะหวังให้กกต.มาเอาเรื่องก็ไม่ง่ายเหมือนกันเนื่องจากมี ที่มาจากคมช. ก็ได้แต่หวังว่ากกต.จะเห็นแก่บ้านเมืองควรที่จะรับข้อมูลไปสอบสวนเพิ่มเติม

สมาชิกบ้านเลขที่ 111 กล่าวด้วยว่า  กรณีที่เกิดขึ้นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 บางส่วนต้องมาคุยกันเพิ่มเติม ที่ผ่านมา ไม่ได้เน้นเรื่องการเรียกร้องสิทธิกลับคืน แต่เมื่อมีข้อเท็จจริงเช่นนี้เกิดขึ้น ก็น่าจะมาคุยกันว่าควรทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ความยุติธรรมกลับคืนมา  อย่างไรก็ตามการกระทำใดๆไม่อยากให้กระทบกระเทือนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการนำระบอบประชาธิปไตยกับคืนมา ส่วนตัวคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นความไม่ยุติธรรม การใช้พยานเท็จตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค การใช้กฎหมายเผด็จการย้อนหลัง เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ระบบยุติธรรมไทยไม่น่าเชื่อถือ และจะประจานความไม่ยุติธรรมเรื่อยไป ทางออกคือต้องมาสังคายนากันใหม่ แก้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นำระบบที่ยุติธรรมกลับคืนมา

ด้าน นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และทีมกฎหมายต่อสู้คดียุบพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า  ประเด็นพยาน 2 คน ที่ออกมาแถลงข่าวเปิดเผยข้อเท็จจริงมีอยู่ในสำนวนอยู่แล้ว เพียงแต่ขณะนั้นทั้ง 2 คนยังไม่เปิดเผยความจริง เมื่อวันนี้ออกมายอมรับก็สอดรับสนับสนุนกับพยานอีก 3 ปากในคดีดังกล่าว ที่เชื่อมโยงไปถึงพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็สมควรถูกยุบพรรค เพราะพยานปากสำคัญที่ตุลาการรัฐธรรมนูญให้น้ำหนักในคดียุบพรรคไทยรักไทยทั้ง 2 คน วันนี้มาพูดชัดเจนว่าใครเป็นตัวการที่แท้จริง การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นการจงใจใส่ร้าย ป้ายสี ผิดกฎหมายเลือกตั้งส.ส. ส.ว.อย่างชัดแจ้ง เข้าข่ายถูกยุบพรรค กกต.สามารถดำเนินการได้เลยทันที ส่วนสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะเรียกร้องอย่างไรต่อไป ถือเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ตนคงไม่ดำเนินการอื่นใด เพราะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เนื่องจากใช้กฎหมายย้อนหลัง ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคโดยขัดหลักกฎหมายสากล เรื่องนี้ประชาชนตัดสินได้


โดย ทีมข่าวการเมือง ไทยรัฐออนไลน์
17 พฤศจิกายน 2552, 22:01 น.

ไม่ยอมรับความจริง

การหยิบยกข้อมูลมาวิพากษ์วิจารณ์และพาดพิงถึงผู้อื่นหรือผลประโยชน์ของประเทศ ทำให้เกิดความเสียหายนั้น ในสังคมที่ไม่ค่อยพัฒนา จะไม่คำนึงถึงเรื่องเหล่านี้เท่าไหร่นัก ข้อเท็จจริงจะผิดจะถูกไม่เป็นไร ทำให้สังคมเห็นดีเห็นงามด้วยเป็นพอ

เป็นสังคมแห่งการสร้างภาพ

พูดกันอย่างตรงไปตรงมา นโยบายไทยเข้มแข็ง โครงการเศรษฐกิจชุมชนพอเพียง  ฉาวโฉ่จนเข้าขั้นโคม่าขนาดนี้ ปรากฏความผิดชัดเจน  อะไรไม่ว่าโครงการที่ทุจริตก็เป็นโครงการที่ต้องไปกู้เงินมาทำโครงการถึง 8 แสนล้าน

รัฐบาลก็ยังลอยนวล

นักประท้วงที่บอกว่าจะออกมา ต่อต้านการทุจริตคอรัปชัน ก็แกล้งทำเป็นไม่เห็นเอาดื้อๆ เลยเสื่อมความนิยมไปทันตาเห็น สมมุติถ้าเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดที่แล้วๆมา พัวพันถึงบุคคลสำคัญในรัฐบาล

น่าจะรอดยาก

สังคมไทยก็แปลก เหมือนสังคมตาบอดสี การบิดเบือนข้อมูลสารพัดวิชามาร หรือการปั้นน้ำเป็นตัว ดีใส่ตัวชั่วใส่คนอื่น ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ มักจะเกิดขึ้นในรัฐบาลใดต้องไปค้นข่าวเก่าๆดู

ประเทศไทยหลังชนฝาจนขนาดนี้ ก็ยังดำดินไปโทษคนโน้นคนนี้ได้ลงคอ เหตุที่ผู้นำเขมรไม่พอใจรัฐบาลชุดนี้ ขอย้ำว่าเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ เพราะอะไรเพราะใคร ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม

กรณีอ้างว่าทั้ง ทักษิณ-ฮุน เซน-บิ๊กจิ๋ว ได้ผลประโยชน์ร่วมกันในการหาเรื่องไทยครั้งนี้  เพราะเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นหลังบิ๊กจิ๋ว ไปเยือนกัมพูชา

กำปั้นทุบดิน

โน่นอ้างไปถึงการทำธุรกิจร่วมกัน อาศัยการบิดเบือนข้อมูล บริษัทชินคอร์ปและครอบครัวชินวัตร ขายหุ้นมูลค่า 7 หมื่น 3 พันล้าน ให้กับกองทุนเทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 เป็นการขายหุ้นหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณแก้ไข พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม ให้บริษัทคนต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทกิจการโทรคมนาคมจาก

ร้อยละ 25 เป็นร้อยละ 49

ดูเหมือนจะเข้าเค้า แต่ถ้าพิจารณาให้ดีชินคอร์ปไม่ได้เป็นผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว และไม่ได้เป็นเจ้าของสัมปทานดาวเทียม การถือหุ้นของชินคอร์ปมีสัดส่วน 49.99 มาตั้งแต่ปี 2542 แต่การแก้ไขกฎหมายมาทำในปี 2543 ถ้าจำไม่ผิดเป็นสมัยรัฐบาลนายกฯชวนด้วยซ้ำ

ในปี 2546 บริษัทกิจการโทรคมนาคม ทีทีแอนด์ที ดีแทค และทรู ได้ผลักดันให้กระทรวงคมนาคมแก้ไขสัดส่วนต่างๆ สมัยนั้นยังไม่แยกไปเป็นกระทรวงไอซีที ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าเจาะลึกลงไปก็จะเห็นการบิดข้อมูลเอามาเป็นประโยชน์ ประชาชนก็เลยได้ข้อมูลข่าวสารที่ผิดๆไป

มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว.


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 17 พฤศจิกายน 2552, 05:00 น.

ผลงานลับลวงพราง

แปลกใจว่า แทนที่จะขับไล่ทักษิณออกจากประเทศไทยไปแล้ว ประเทศไทย จะดีขึ้น กลับแย่ลงทั้งเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม มีความแตกต่างที่เห็นชัด เพราะฉะนั้นยิ่งจะดิ้นล้มคนคนเดียว มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้คำว่าหายนะเข้าไปทุกที

การวิพากษ์วิจารณ์อะไรตรงไปตรงมา แม้จะมีเหตุผลมีการพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง แต่กลับถูกมองว่าเป็นข้างโน้นข้างนี้ จะต้องเข้าข้างใดข้างหนึ่ง จะต้องประจบสอพลอ ถึงจะเป็นคนดี ถ้าเข้าข้างนั้นก็จะเป็นถูก ถ้าเข้าข้างนี้เป็นคนเลว

ปัญหาเลยเกินเยียวยา

ความนิยมในตัวผู้นำประเทศไหนก็มีกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ ผูกขาด ทำดีคะแนนนิยมก็ขึ้น ดำเนินนโยบายผิดพลาดคะแนนก็ตก  เช่นเดียวกัน  ความรักชาติก็ไม่ใช่ว่า  จะต้องใส่เสื้อสีนี้จึงจะรักชาติ ใส่เสื้อสีนั้นจะต้องไม่รักชาติ ถ้าคนกลุ่มนี้ถึงจะรักชาติ คนกลุ่มโน้นไม่รักชาติ

พยายามจะผูกขาดความรักชาติเอาไว้คนเดียว

ถ้าติดตามข้อเขียนผมมาโดยตลอดจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ ผมเคยดักคอว่า ระวังระบบการเมืองจะพัง ระวังกลไกประเทศจะเดินไม่ได้ ระวังจะตกเป็นเหยื่อ ซึ่งจะมีแต่การต่อรองเรื่องของผลประโยชน์ การเมืองจะอ่อนแอ ยึดประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ประชาชน

วันนี้สถานการณ์กำลังเป็นอย่างนั้นจริงๆ สภาล่มแล้วล่มอีก ส.ส.-ส.ว.แบ่งข้างอยู่กันอย่างศัตรูคู่อาฆาต ไม่ใช่ตัวแทนประชาชนอีกต่อไป แต่เป็นตัวแทนขั้วอำนาจ เพราะฉะนั้น บรรยากาศการประชุมในสภา  จึงไม่ใช่การทำหน้าที่ของตัวแทนประชาชน  ต่อไปนี้จะมีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาก็ควรจะมีการจัดเรตติ้ง มีคำเตือนสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร

ไปกันน้ำขุ่นๆเหมือนใกล้จะเสียกรุง มีอะไรก็รีบฉกฉวยเอาเป็นของตัวเอง ในยามที่เกิดวิกฤติสองเด้งสามเด้งอย่างนี้ ยังมีการเสนอขึ้นเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของ ส.ส.และ ส.ว.กันหน้าตาเฉย

พฤติกรรมปัจจุบันควรจะขอขึ้นเงินเดือนตัวเองหรือไม่ อย่างไร ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณ จะผลาญงบประมาณกันอย่างไร จะกู้ยืมเงินมาอย่างไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และกลับทำให้เครดิตประเทศลดลง ก็ว่ากันตามสะดวก

แต่ระบอบการปกครองประเทศที่ล้มเหลว เป็นแก่นแท้ของปัญหา ไม่มีใครฟังใคร ไม่มีกรรมการ ไม่มีผู้ใหญ่ ไม่มีเด็ก มือใครยาวสาวได้สาวเอา ผมเคยพูดไว้นานแล้วว่า จะสิ้นชาติ และวันนี้กำลังเดินไปสู่หนทางนั้น จะร้องเพลงชาติไทยยังคนละคีย์ ศัตรูประชิดทุกด้าน

ระวังจะสิ้นชาติจริงๆ.


โดย หมัดเหล็ก คอลัมน์คาบลูกคาบดอก
ไทยรัฐออนไลน์ 16 พฤศจิกายน 2552

newskythailand Gallery

Twitter Updates (thaksinlive)

Red Twitter ทวิตเตอร์เสื้อแดง

จำนวนผู้เยี่ยมชม