แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรยุทธ์ จุลานนท์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุรยุทธ์ จุลานนท์ แสดงบทความทั้งหมด

เขาไม่เที่ยง


เขาเอย…เขายายเที่ยง
จู่จู่เขาก็เอียงเที่ยงไม่ถึง
รู้ว่า “ยาย” เอียงถลาเพราะ “ตา” ดึง
เขายายเที่ยงล้มตึงเพราะตาเอียง

ทุกคนก่อนร่อนชะไรใจเคารพ
เอาหน้าซบนบฝ่าเพราะตาเที่ยง
แต่เวลาผ่านไปหัวใจเอียง
ทั้งยายตาขาเที่ยงก็เดี้ยงไป

ใจมนุษย์สุดจะอ่อนท่านสอนสั่ง
จะอยู่วังอย่างเจ้าหรือชาวไพร่
หากอัตตาเต็มล้นก็จนใจ
ต้องถึงวันบรรลัยจัญไรกิน

อันภูผาป่าถ้ำล้วนธรรมชาติ
ดั่งดินฟ้าอากาศและท้องถิ่น
เขายายเที่ยงทอดอยู่คู่ธรนินทร์
เป็นสมบัติแผ่นดินมานมนาน

แต่มนุษย์ใจร้ายย้ายไปอยู่
เอาหลักกูก้องท้าอย่างหน้าด้าน
ป่าสงวนสงวนไว้ให้ยาวนาน
เพื่อลูกหลานภายหน้ากลับคว้าครอง

นายทหารชั้นผู้ใหญ่ใช่หรือนี่
แถมเป็นองคมนตรีไม่มีสอง
นายกรัฐมนตรีก็เคยครอง
แต่ครรลองของคุณคือขุนโจร

เอาเปรียบได้เปรียบดีดั่งผีปอบ
ปกคลุมครอบไว้ทั้งตัวด้วยหัวโขน
ใช้ความนิ่งเข้าฉาบความหยาบโลน
จนผู้คนนึกว่าโจรคือตัวจริง

นี่ล่ะ…เมืองไทยใต้อำมาตย์
เราคือชาติคนดีแต่ผีสิง
ถูกหลอกหลอนซ่อนเร้นไม่เห็นจริง
จึงเห็นสิ่งโสมมเป็นสมควร

คนชั่วก็ต้องชั่วไม่กลัวบาป
ถึงสร้างภาพสวยสะอาดก็ขาดด้วน
เอาคนชั่วนั่งเมืองจนเครื่องรวน
ป่าสงวนสงวนไว้ให้ใครกัน

สุรยุทธ์ ​จุลานนท์ คนของใคร
เป็นหนึ่งในเทวดาตกสวรรค์
สร้างภาพลักษณ์หนักหนาสารพัน
พอถึงวันสัจธรรมก็นำทาง

ใครว่าองคมนตรีดีเสมอ
ใครที่เผลออิงแอบเอาแบบอย่าง
ก็จะพบมวลชนบนเส้นทาง
ยืนหยัดขวางทางกลุ้มรุมลงทัณฑ์

เพราะการเมืองเรื่องอำมาตย์ชาติใกล้ดับ
มวลชนจึงเคลื่อนขยับกลับหลังหัน
เมื่อสัจจะประจักษ์แจ้งดั่งแสงตะวัน
ก็ถึงวันเคลื่อนพลเพื่อคนไทย

ขึ้นเถิด…พวกเรายอดเขานั่น
สัญลักษณ์สำคัญอย่าหวั่นไหว
ขึ้นไปปักธงแดงให้แจ้งใจ
เราคนไทย…ใช่ทาสอำมาตย์เดิม



โดย จักรภพ เพ็ญแข
คอลัมน์ “ร้อยรักอักษราเป็นอาวุธ”
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 33

กรณีเขายายเที่ยง : สะท้อนระบบยุติธรรมที่พิกลพิการ


"ถ้าใครศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องบ้างแล้วก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าที่อัยการวินิจฉัยว่าการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนของพล.อ.สุรยุทธ์เป็นการกระทำผิดโดยไม่เจตนานั้นฟังไม่ขึ้น  เนื่องจากพล.อ.สุรยุทธ์ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองเข้าครอบครองที่ดินแปลงนี้โดยประสงค์ต่อผลอย่างชัดเจน ส่วนถ้าจะอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมายก็ไม่อาจอ้างได้ เพราะแม้แต่ตาสีตาสาก็ยังอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ นับประสาอะไรกับอดีตแม่ทัพภาคที่๒ซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวนโดยตรงจะอ้างเช่นนั้นได้..." จาตุรนต์ ฉายแสง

กรณีเขายายเที่ยง : สะท้อนระบบยุติธรรมที่พิกลพิการ
จาตุรนต์ ฉายแสง
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2010

         การที่พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ตัดสินใจยังไม่คืนที่ดินที่เขายายเที่ยงจนกว่ากรมป่าไม้จะพิจารณาเสร็จ  เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมาก ทั้งยังเข้าข่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายโดยเจตนาอย่างชัดแจ้งยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

         “ขอเรียนว่าจากการที่โฆษกสำนักอัยการสูงสุดได้ชี้แจงและได้รับทราบว่า คณะกรรมการกรมป่าไม้จะดำเนินการพิจารณาตามระยะเวลาที่กำหนด  ตอบได้เพียงว่า ผมพร้อมจะปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อกรมป่าไม้พิจารณาว่ามีคำชี้ขาดเป็นอย่างไร  พร้อมปฏิบัติตามนั้น” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี (1)

         ถ้าใครศึกษาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องบ้างแล้วก็จะเข้าใจได้ไม่ยากว่าที่อัยการวินิจฉัยว่าการครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนของพล.อ.สุรยุทธ์เป็นการกระทำผิดโดยไม่เจตนานั้นฟังไม่ขึ้นเนื่องจากพล.อ.สุรยุทธ์ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองเข้าครอบครองที่ดินแปลงนี้โดยประสงค์ต่อผลอย่างชัดเจน ส่วนถ้าจะอ้างว่าไม่รู้ว่าผิดกฎหมายก็ไม่อาจอ้างได้ เพราะแม้แต่ตาสีตาสาก็ยังอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ นับประสาอะไรกับอดีตแม่ทัพภาคที่๒ซึ่งมีหน้าที่แก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวนโดยตรงจะอ้างเช่นนั้นได้

         เมื่ออัยการวินิจฉัยว่า“ไม่เจตนา” (2) ซึ่งฟังไม่ขึ้นนั้น หากพิจาณาตามคำวินิจฉัยของอัยการก็อาจตั้งคำถามว่าไม่เจตนาทำอะไร  ที่อัยการไม่ได้พูดให้ชัดเจนคงเป็นเพราะจะได้ฟังดูดีหน่อย แต่คำตอบก็คือไม่เจตนาทำผิดกฎหมายหรือทำผิดกฎหมายโดยไม่เจตนานั่นเอง (3) ถ้าถามว่าเหตุใดจึงเห็นว่าไม่เจตนา อัยการก็คงตอบว่า เพราะขณะที่ซื้อนั้นพล.อ.สุรุยทธ์คงไม่รู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายซึ่งก็ฟังไม่ขึ้นดังกล่าวแล้ว

         คำถามง่ายๆจึงมีต่อไปว่า  แล้ววันนี้พล.อ.สุรยุทธ์ รู้แล้วหรือยังว่าการกระทำของตนเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คำตอบก็คือย่อมต้องรู้แน่แล้ว หรือควรจะต้องเรียกว่ายิ่งรู้มากขึ้นกว่าเดิมแล้วว่าผิดกฎหมาย ถามต่อไปอีกว่าเมื่อรู้แล้วว่าครอบครองที่ดินอยู่โดยผิดกฎหมายแต่กลับไม่ยอมคืนที่ดินนั้นให้แก่ทางราชการ ยังจะถือว่าเป็นการกระทำผิดโดยไม่เจตนาอยู่อีกหรือไม่  คำตอบย่อมเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากต้องถือว่าเป็นการกระทำผิดโดยเจตนาอย่างสมบูรณ์ จะอ้างว่าไม่รู้อีกไม่ได้แล้ว

         “ที่ผ่านมา พล.อ.สุรยุทธ์ ​ทราบตั้งแต่ตอนซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวมาแล้วว่า อย่างไรก็ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ แต่ที่ซื้อมานั้น ก็เพื่อต้องการใช้สิทธิในการทำประโยชน์​ในพื้นที่ … หากทางราชการมีความต้องการที่ดินแปลงนี้คืน พล.อ.สุรยุทธ์ ก็พร้อมที่จะคืนให้ทันที เพราะ พล.อ.สุรยุทธ์ มีความเคารพในกติกาของบ้านเมืองอยู่แล้ว”  พล.อ.นินนาท เบี้ยวไข่มุข นายทหารคนสนิท พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐออนไลน์  (4)

          การที่กรมป่าไม้จะต้องใช้เวลาอีก ๖๐ วัน (5) (6) (7) จึงกลายเป็นเรื่องไร้เหตุผล กลายเป็นไม่มีใครรักษากฎหมายทั้งๆที่มีการกระทำผิดกฎหมายให้เห็นอยู่ทนโท่  การปล่อยให้เรื่องคาราคาซังอยู่อย่างพิลึกพิลั่นนี้ รังแต่จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อการรักษากฎหมายบ้านเมือง ตอกย้ำความไม่ยุติธรรมหรือความเป็นสองมาตรฐานอย่างชัดเจนและยังทำให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงเกียรติภูมิของพล.อ.สุรยุทธ์เองที่นอกจากไม่ยอมรับผิดแล้วยังเย้ยกฎหมายอีกด้วย

          เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนถึงขณะนี้เปรียบเหมือนมีคนขโมยของๆทางราชการไป  สมมุติว่าเป็นรถของกรมป่าไม้ก็แล้วกันปรากฏว่ามีคนรับซื้อรถคันนั้นไว้ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าเป็นรถของกรมป่าไม้  ต่อมามีคนไปแจ้งความตำรวจๆสืบสวนแล้วก็ส่งเรื่องให้อัยการๆพิจารณาแล้วเห็นว่าผิดฐานรับซื้อของโจร แต่เห็นว่าไม่เจตนาจึงสั่งไม่ฟ้อง แต่เมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว ผู้รับซื้อของโจรรายนี้ก็ยังใช้รถคันนั้นต่อไปได้  ถ้าปล่อยให้ทำกันอย่างนี้ได้ ต่อไปก็คงยุ่งกันใหญ่

          นอกจากเรื่องนี้ไม่ยุติลงอย่างถูกต้องตามครรลองครองธรรมแล้ว  ยังมีแนวโน้มที่จะบานปลายเสียหายมากยิ่งขึ้นไปอีก  สืบเนื่องจากการอธิบายแก้ต่างโดยเพื่อนสนิทของพล.อ.สุรยุทธ์เองที่บอกว่าถ้าต้องเอาที่ดินคืนจากพล.อ.สุรยุทธ์ก็ต้องเอาที่ดินคืนจากประชาชนอีกหลายหมื่นครอบครัวด้วย (8)  ผู้ที่ช่วยอธิบายนี้คงคิดอย่างนั้นจริงๆ  แต่คงลืมไปว่ากำลังอธิบายแทนอดีตนายกรัฐมนตรีและองคมนตรีซึ่งสังคมไทยมักได้รับการบอกเล่าว่าเป็นคนดี มีคุณธรรมที่ไม่พึงอ้างการกระทำผิดกฎหมายของคนธรรมดาสามัญทั้งหลายมาเป็นความชอบธรรมที่ตนจะทำผิดกฎหมายเช่นเดียวกัน ซ้ำยังไม่ต้องรับโทษใดๆและหากตนต้องรับโทษก็ต้องลงโทษคนที่ทำผิดกฎหมายทั้งหลายให้เท่าเทียมกันด้วย

          ความคิดแบบอภิสิทธิ์ชนเช่นนี้ มีผลลุกลามต่อเนื่องไปยังผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อยอีก ๒ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรก ได้แก่ ผู้ใหญ่บางคนในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สั่งการให้หาทางเอาที่ดินคืนจากชาวบ้านหลายหมื่นครอบครัวที่บุกรุกที่ป่าสงวน  กับอีกกลุ่ม คือ สื่อมวลชนบางรายที่ประกาศรณรงค์ให้เอาที่ดินที่ถูกบุกรุกคืนมา การเคลื่อนไหวของคน ๒ กลุ่มนี้ถ้าเป็นภาวะปกติก็พอเข้าใจได้  แต่เมื่อมาเกิดขึ้นเป็นเรื่องสืบเนื่องโดยตรงกับกรณีเขายายเที่ยงก็ทำให้คนรู้สึกได้ว่าเป็นการแก้แค้นแทนบุคลที่คนเหล่านี้ศรัทธายกย่องอยู่   ทำนองว่าบังอาจมาเอาที่ดินของท่านคืนกันได้อย่างไร  ต้องสั่งสอนเสียบ้าง หากการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นจริงก็คงโกลาหลกันพอสมควร  ที่สำคัญก็จะไม่แก้ปัญหาอะไร  แต่กลับจะมีปัญหาตามมาอีกมาก ที่กล่าวอย่างนี้ไม่ใช่จะขัดขวางการแก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวน แต่เห็นว่าหากจะแก้จริงก็ต้องดูปัญหาในภาพรวมและแก้อย่างเป็นธรรมเพื่อรักษาป่าให้ได้จริงพร้อมทั้งคำนึงถึงความสงบสุขด้วย

          กรณีที่ดินเขายายเที่ยงนี้เป็นตัวอย่างของความเป็น “สองมาตรฐาน” ของระบบยุติธรรมของประเทศไทยอีกเรื่องหนึ่ง  แม้ว่าผู้ที่ทำผิดกฎหมายอาจยังไม่ถูกลงโทษโดยกระบวนการยุติธรรม แต่สังคมก็ได้พิพากษาลงโทษไปเรียบร้อยแล้ว  หากมีการร้องเรียนให้พิจารณาความผิดและลงโทษผู้ที่รับผิดชอบคดีนี้ต่อไป แม้ว่าอาจจะไม่ได้ผลเนื่องจากคงหวังอะไรได้ไม่มากนักจากระบบปัจจุบัน  แต่การเรียกร้องต่างๆที่จะมีขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์อย่างน้อยก็ทำให้เห็นว่าระบบปัจจุบันพิกลพิการอย่างไรและสังคมไทยควรทำอย่างไรกับระบบที่ไม่ยุติธรรมนี้กันต่อไป

                                                                              0000

อ้างอิง
1. “เขายายเที่ยงยืด บิ๊กแอ้ดดื้อ เมินแสดงสปิริต” ไทยรัฐออนไลน์
2. “อัยการไม่สั่งฟ้อง ขาดเจตนา รุกเขายายเที่ยง” ไทยรัฐออนไลน์
3. "สุรยุทธ์" ไม่มีความผิดบุกรุกที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง แต่โฆษกอัยการแจงไม่มีสิทธิ์ครอบครอง ชี้การเอาที่ดินคืนเป็นหน้าที่ป่าไม้    
4.ซื้อทำประโยชน์ เขายายเที่ยง รู้ไม่มีสิทธิครอง 
5. “กรมป่าไม้ซื้อเวลา สอบ 60 วัน รุกเขายายเที่ยง”
6. “ป่าไม้รอสำนวนอัยการ มั่นใจ 7 วันชี้ขาดเขายายเที่ยง
7.  “ป่าไม้นัดเร่งถก สางปม'ยายเที่ยง' พฤหัสฯ14 ม.ค.
8. 'เพื่อนซี้แอ้ด'ออกโรงขู่ เอาที่คืนต้อง'ทำทุกคน' ไม่ใช่แค่'เขายายเที่ยง' แต่ต้องทำ'ทั้งประเทศ' 

จอมมารสร้างภาพ


ในที่สุด หน้ากากผู้ดีจอมปลอม ก็ถูกเปิดเผยขึ้นโดยคนเสื้อแดง วันนี้มาถึงคิวของคนที่ชื่อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ คนที่มีภาพลักษณ์ว่าเป็นคนดีมี คุณธรรม จริยธรรม (ตามที่ป๋าบอก)
เรื่องเขายายเที่ยง เป็นการทำผิดกฎหมาย "ผิดอย่างร้ายแรงด้วย" แต่ผลจากการสร้างภาพทำให้สังคมไทย โดยเฉพาะพวกที่มีการศึกษาสูงๆยังชื่นชมคนที่มีภาพลักษณ์ดี
เพราะเมืองไทย "คนมีการศึกษา" จำนวนมาก มัวแต่ "ชื่นชม" คนในฐานะเรื่องบุคคลิกลักษณะ จึงทำให้สังคมโดยรวม ตกเป็นทาส มาจนทุกวันนี้ เพราะ "นายทาส" ที่เห็นๆล้วนแต่มีบุคคลิกลักษณะที่ "น่าชื่นชม" แบบสุรยุทธ์ ทั้งนั้น...
แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าภาพที่สร้างไว้จะสวยหรูแค่ไหน "วีรกรรม วีรเวร" ที่ท่านสร้างมากำลังถูกเปิดเผยขึ้นเพราะความไม่รู้จักพอของตัวท่านเอง...
=====================
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ (28 สิงหาคม พ.ศ. 2486) ปัจจุบันเป็นองคมนตรีและเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย (ดำรงตำแหน่ง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549-29 มกราคม พ.ศ. 2551)จากการแต่งตั้งโดย คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549
ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์เคยดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และองคมนตรีในปลายเดือนกันยายน พ.ศ. 2550 นายอารีย์ วงศ์อารยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลาออกจากตำแหน่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เข้าดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวมหาดไทยแทนนายอารีย์อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย 8 เมษายน พ.ศ. 2551 พล.อ.สุรยุทธ์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้กลับดำรงตำแหน่ง องคมนตรี เหมือนเดิม พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีฉายาว่า "บิ๊กแอ้ด"


ประวัติทั่วไป
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เกิดที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นบุตรของพันโทพโยม จุลานนท์ (บุตร พันเอกพระยาวิเศษสิงหนาถ (ยิ่ง จุลานนท์) ต้นตระกูลจุลานนท์) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสูงระดับแกนนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และเป็นที่รู้จักกันในนาม "สหายคำตัน" กับนางอัมโภช จุลานนท์ (บุตร พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม หรือ "ดิ่น ท่าราบ")ชีวิตครอบครัวพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ สมรสกับพันเอกหญิง ท่านผู้หญิงจิตรวดี จุลานนท์ (สันทัดเวช) มีบุตรชาย 3 คน คือ ร้อยเอกนนท์ จุลานนท์, นายสันต์ จุลานนท์ (ข้าว) และนายจุล จุลานนท์ (น้ำ)พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้นิยมการเดินป่าชมธรรมชาติ เป็นประธาน "มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" และเป็นที่ปรึกษาของเยาวชนกลุ่ม "รักษ์เขาใหญ่" ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 ในชื่อ"ลุงแอ้ด"พล.อ.สุรยุทธ์ นั้นมีชื่อเล่นว่า “แอ่ด” คือมาจากชื่อของรถรบสมัยนั้น ที่ทหารม้าหรือทหารรถรบ (ม้าเหล็ก) ตั้งฉายาว่า “รุ่นไอ้แอ่ด” คุณพ่อของ พล.อ.สุรยุทธ์ จึงเอาชื่อเล่นของรถถังรุ่นไอ้แอ่ด มาเป็นชื่อเล่นของลูกชาย ดังนั้น ที่เรียกกันว่า “แอ๊ด” หรือ “บิ๊กแอ๊ด” นั้น จึงเป็นการเรียกผิดและ เขียนผิด เปลี่ยนชื่อกันไปเองโดยความเข้าใจผิด เพราะชื่อเล่นที่แท้นั้นคือ “แอ่ด” คือออกเสียงเป็น ไม้เอก ไม่ใช่ไม้ตรี

newskythailand Gallery

Twitter Updates (thaksinlive)

Red Twitter ทวิตเตอร์เสื้อแดง

จำนวนผู้เยี่ยมชม